07 เมษายน, 2552

ความทรงจำ

ขบวนแห่งานง่วนเซียว







รับหน้าที่เป็นพิธีกร ในการประกวด อาซ้อง่วนเซียว คู่กับ อาจารย์เป้ล (อ. ม.นเรศวร)










ในงานง่วนเซียว จัดครั้งแรกในเมืองพิษณุโลก



โดยจัดขบวนพาเหรด ซึ่งประกอบด้วย คณะกรรมการหอการค้า กรรมการศาลเจ้า


คณะครู รร.สิ่นหมิน และอนุบาลประราษฎร์
งานง่วนเซียว 8-9-10 กพ. 2552







14 มิถุนายน, 2551

ฮู้


ฮู้..
ฮู้..คือ ยันต์ของชาวจีนที่คล้ายๆกับยันต์ของไทย มีคุณสมบัติ คล้ายคลึงกัน ถือเป็นเครื่องรางชนิดหนึ่งที่ใช้ในการป้องกันภัยอันตรายต่างๆที่ มองไม่เห็น เป็นความเชื่อของชาวจีนที่ได้เผยแพร่มาถึงประเทศไทย โดยคนจีนที่อพยพมาจากแผ่นดินใหญ่เป็นเวลาช้านาน
ชาวไทยรู้จักการใช้ฮู้เหมือนกัน มักจะลงอาคมและเขียนยันต์ ลงบนเสื้อยันต์ ผ้าประเจียดลงยันต์ ตระกรุดลงยันต์ กระทั่งจารลงบนแผ่นโลหะ ไว้พกติดตัว หรือติดตามบ้าน จะต่างกับของจีนก็คือ ฮู้ของชาวจีนนอกจากเขียนลงบนผ้าเหมือนของไทยแล้ว บางครั้งก็เขียนลงบนกระดาษด้วยสีชาด แล้วนำเอาฮู้นั้นมาเผาไฟให้เหลือแต่เถ้า เอามาใส่น้ำไว้ดื่มกินแก้โรค หรือแก้อาถรรพณ์ต่างๆ
ครอบครัวชาวจีนมีความเชื่อถือเรื่อง “ฮู้” มาก หากสมาชิกในครอบครัวเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ไปหาแพทย์แล้ว อาการไม่ทุเลา หรือหายช้า หายสาเหตุไม่ได้ ก็จะสงสัยไว้ก่อนว่า เป็นการป่วยที่แปลกประหลาด ต้องอาถรรพณ์จากพลังอำนาจมืด ของอสูร หรือภูตผีปีศาจ จึงต้องไปเสาะหา ฮู้ จากเจ้าพ่อ เจ้าแม่ หรือร่างทรงต่างๆมาอาบกินกัน
ตอนที่ผู้เขียนเป็นเด็ก ป่วยกระเสาะกระแสะ เป็นเวลานานๆ กินยาอย่างไรก็ไม่หาย คุณแม่เคยพาไปให้เจ้าพ่อ เจ้าแม่ ตามโรงเจต่างๆ ให้ร่างทรงเจ้าพ่อ หรือเซียน ตามความเชื่อถือของชาวจีนตรวจดวง แล้วเอาดาบไม้มาจี้ตามตัว เพื่อไล่ปีศาจ จากนั้นก็เอาสีชาดมาเขียน ฮู้ ใส่กระดาษสีเหลืองทำพิธีลงอาคม จากนั้นก็นำมาเผาไฟ ใส่น้ำให้ผู้เขียนกิน ต่อมาไม่กี่วันก็หาย ทั้งๆที่เจ็บป่วยมาเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งก็แปลกมาก การรักษาด้วย ฮู้นี้ เป็นสิ่งที่นอกเหนือกฎเกณฑ์ หรือเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้ ต้องแล้วแต่ความเชื่อของแต่ละบุคคล ไม่ได้ชักชวนให้ท่านผู้อ่าน หันมาใช้ฮู้ในการรักษาโรคนะครับ เป็นประสบการณ์ของผู้เขียนเองที่นำมาเล่าสู่กันฟัง
ความเป็นมาของ ฮู้ ตำนานเล่าว่า ในประเทศจีนสมัยโบราณแบ่งแยกการปกครองเป็นระบบเจ้าเมือง(อ๋อง) มีการรบทัพจับศึกแย่งชิงดินแดน และความสมบูรณ์ของธัญญาหารเป็นเนืองๆ จึงเกิดเหล่าสำนักของคนมีวิชาอาคม และอิทธิฤทธิ์ในการต่อสู้มากมาย มีการแบ่งแยกเป็นสำนักต่างๆ แต่ละแห่งก็มีวิชาและคาถาอาคมไม่เหมือนกัน และต่างก็โอ้อวดถึงอำนาจอิทธิฤทธิ์แห่งตน อวดอ้างตนเป็นผู้วิเศษ มีลูกศิษย์ลูกหามากมายในสังกัด บ้างก็เป็นฝ่ายธรรมะ บ้างก็เป็นฝ่ายอธรรม เมื่อมีสำนักต่างๆมากมาย จึงต้องทำเครื่องหมายสัญลักษณ์ประจำสำนักของตน เพื่อให้ลูกศิษย์ในสำนักยึดถือ สำหรับสัญลักษณ์ประจำสำนักนี้ ก็เขียนลงบนผ้า และลงอาคมโดยเจ้าสำนักนั้นๆ เรียกว่า “ฮู้” ลูกศิษย์ ก็ยึดถือ ฮู้ นี้เป็นเสมือนตัวแทนของเจ้าสำนักของตน ครั้งใดเมื่อมีการออกไปปราบปรามฝ่ายตรงข้าม หรือปราบก๊กโจรห้าร้อยต่างๆ มักจะทิ้งสัญลักษณ์ ของสำนักไว้ เพื่อแสดงให้เห็นว่า สำนักของตนได้แผ่อิทธิพลมาถึงที่นี่แล้วนะ บรรดาโจรกระจอกทั้งหลายให้รีบๆหลบหลีกไปไกลๆซะ จึงเป็นเหตุให้เกิดความเชื่อถือว่า ถ้ามีการติด ฮู้ ไว้ในหมู่บ้านใดๆแล้ว มักจะไม่มีโจร หรือฝายอธรรมใดๆมารบกวน เมื่อมีความเชื่อถือกันมากๆเข้า บางหมู่บ้านที่ต้องการความสงบสุขก็ไปขอ ฮู้ จากสำนักที่มาตรฐานมาปะติดไว้ที่หน้าหมู่บ้านของตน หนักๆเข้า ความเชื่อค่อยๆกลับกลายเป็น ฮู้ นี้นอกจากป้องกันโจรห้าร้อยแล้ว ยังสามารถป้องกันปีศาจ อสูรกาย และความอาถรรพณ์ต่างๆได้อีกต่างหาก (เอ..คล้ายๆกับสมัยนี้เราเคยเห็นท้ายรถเก๋งของญาติพี่น้องตำรวจมักจะนำหมวกตำรวจวางเอาไว้ เพื่อกันพวกขโมย หรือเปล่านะ) และความเชื่อถือต่างๆก็ค่อยๆกลายเปลี่ยนไปหลากหลายพิธีการ มีการเอา ฮู้ ไปใช้สารพัดเหมือนยาครอบจักรวาล ทั้งติดไว้ ป้องกันภัย อาถรรพณ์ ทั้งติดแล้วทำให้ค้าขายดี กระทั่งเอาไปเผาไฟ เอามาอาบกินก็เยอะ
ฮู้ ที่มีการยึดถือกันมามีหลากหลายชนิด นอกจากที่ว่ามาแล้ว ยังมี ฮู้ ป้องกันภัยจากการเดินทาง ฮู้ ป้องกันปีศาจ ฮู้ ป้องกันการทะเลาะวิวาท ฮู้ สมานฉันท์ สารพัดครับมีมากมาย แต่วันนี้อยากจะเสนอ ฮู้ สมานฉันท์ เผื่อรัฐบาลเห็นดีเห็นงามเอาไปแจกจ่ายให้ ประชาชนติดตามบ้านเรือน ก็คงจะดีไม่น้อยเลยทีเดียวครับ..

นายซำเหมา
Free Website Counter

ค้นหาใน GOOGLE.CO.TH
ค้นหาใน CodeTukyang.com

ตั้งพระพุทธรูปกับทิศมงคล


พระพุทธรูป กับทิศทางมงคล

การจัดตั้งพระพุทธรูปสำหรับบูชาประจำบ้านเพื่อให้เกิดสวัสดิมงคลแก่เจ้าของบ้าน และจะนำความเจริญรุ่งเรืองมาแก่บ้านหลังนั้นๆ ท่านว่ามีหลักการปฏิบัติตามประเพณีโบราณ เป็นที่เชื่อถือจดจำกันมานาน ไม่แพ้การใช้หลักฮวงจุ้ยของชาวจีนเช่นกัน ถือเป็นภูมิพยากรณ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้แก่ผู้อยู่อาศัยไม่น้อยเลยทีเดียว
การตั้งโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูปในห้องทำงานของผู้บริหารก็เช่นเดียวกัน
การตั้งพระพุทธรูปในบ้าน หรือที่ทำงานนั้น การหันทิศทางของพระพักตร์พระพุทธรูปไปในทิศใดๆจะส่งผลต่อผู้อยู่อาศัยดังนี้..
การตั้งพระพุทธรูปให้พระพักตร์หันไปสู่ทิศอีสาน(ตะวันออกเฉียงเหนือ) ท่านว่าเป็นทิศเศรษฐี ทำการค้า ประกอบการงานอะไรมักจะเป็นคุณ ทำให้ เจริญก้าวหน้า ร่ำรวยขึ้นๆไปเรื่อยๆ
การตั้งพระพุทธรูปให้พระพักตร์หันไปสู่ทิศบูรพา(ทิศตะวันออก) ท่านว่าเป็น ทิศราชา ประกอบกิจการงานใดๆ ใหญ่ๆโต มักจะสำเร็จลุล่าวงไปด้วยดี ยิ่งเป็นข้าราชการ มักมียศฐา บรรดาศักดิ์ เจริญเติบโตในตำแหน่งหน้าที่การงานดี
การตั้งพระพุทธรูปให้พระพักตร์หันไปสู่ทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) เรียกว่า ทิศปฐม ท่านว่าไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ เริ่มต้นดี แต่ลงท้ายมักจะประสบปัญหา แค่พอมีพอใช้ ไม่ขัดสน
การตั้งพระพุทธรูปให้พระพักตร์หันไปสู่ทิศทักษิณ(ทิศใต้) เรียกว่า ทิศจัณฑาล ท่านว่า จะประกอบการงานใด มักจะยุ่งยาก ลำบากกาย ผลประโยชน์ที่ได้มัก ไม่ค่อยคุ้มกับที่ลงทุนไป
การตั้งพระพุทธรูปให้พระพักตร์หันไปสู่ทิศหรดี(ทิศตะวันตกเฉียงใต้) เรียกว่า ทิศวิปฏิสาร ท่านว่า จะประกอบการงานใด มักจะนำความเดือดเนื้อ ร้อนใจมาสู่ครอบครัว และเพื่อนบ้านใกล้เคียง
การตั้งพระพุทธรูปให้พระพักตร์หันไปสู่ทิศประจิม(ทิศตะวันตก) เรียกว่า ทิศกาฬกินี ท่านว่า จะทำการสิ่งใด มักจะมีใจลังเล ตัดสินใจไม่แน่นอน ไม่เป็นมงคล จะมีภัยร้ายแรงมาสู่ตน ทั้งหนี้สิน และคดีความ
การตั้งพระพุทธรูปให้พระพักตร์หันไปสู่ทิศพายัพ(ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ) เรียกว่า ทิศอุทธัจจะ ท่านว่า การทำงานใดๆ ผลงานออกมาไม่แน่นอน เรรวน ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
การตั้งพระพุทธรูปให้พระพักตร์หันไปสู่ทิศอุดร(ทิศเหนือ) เรียกว่า ทิศมัชฌิมาปฏิปทา ท่านว่า จะทำงานใด ผลงานออกมาอยู่ในเกณฑ์ ปานกลาง ไม่ดีไม่ชั่ว เป็นกลางๆ
ครับ..โดยเฉพาะทิศสุดท้าย ทิศมัชฌิมาปฏิปทา ดันไปคล้องจองกับชื่อพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ก็ยังหาหัวหน้าพรรคไม่ได้เลย แต่เหล่าบรรดา เสนา อำมาตย์ มีครบแล้ว กำลังตามหาก็แต่ตัวหัวหน้าเท่านั้น คาดว่าคงต้องใช้เวลาในการตามหาไม่น้อย แฮ่ม..ขอแนะนำให้ประกาศตามหาคนหายในหน้าหนังสือพิมพ์ครับ
สำหรับประสบการณ์ ของผู้เขียน การตั้งพระพุทธรูปโดยหันไปในทิศที่ไม่เป็นมงคล มักจะประสบปัญหาจริงตามตำราที่ กล่าวไว้ เคยลองเปลี่ยนทิศทางดู ปรากฏว่า ได้ผลครับ เรื่องที่เคยวุ่นวาย เดือดร้อน ก็ค่อยๆคลายไปจริงๆ
แต่..สิ่งที่สำคัญที่สุด การตั้งพระพุทธรูปหันพระพักตร์ไปในทิศทางที่เป็นมงคลนั้น จะไม่บังเกิดผลดีต่อผู้อยู่อาศัยจริงๆเลยถ้าผู้นั้นมิได้มีจิตใจตั้งมั่นอยู่ในสัมมาทิฐิ มี สมาธิ ศรัทธายึดมั่นในพระพุทธศาสนา
แต่ที่สำคัญจิตใจต้อง.. “สุจริต โปร่งใส และเที่ยงธรรม”

08 มิถุนายน, 2551

การสะเดาะเคราะห์


สะเดาะเคราะห์..ทำได้หรือ..??
คนเราเกิดมา ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงจากการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย และความทุกข์ ต่าง ๆ ได้
หลายๆคนหาทางออกไม่ได้ ก็เที่ยวไปบนบานศาลกล่าว กราบไหว้เจ้าที่เจ้าทาง หรือบางคนไปหาหมอดูให้ทำนายทายทัก เพราะต้องการรู้เหตุการณ์ในอนาคตที่ตนเองเป็นทุกข์อยู่นั้น
อีกหลายๆคนเข้าหาพระหาเจ้า เพื่อขอของดีมาบรรเทาทุกข์ และก็มีไม่น้อยที่ใช้วิธีสะเดาะเคราะห์ หวังว่าการสะเดาะเคราะห์จะทำให้เหตุการณ์ร้ายๆของตัวเองดีขึ้น แต่มันจะเป็นไปดังที่หวังหรือไม่ ....?
เคราะห์ สันนิฐานว่า น่าจะมาจากคำว่าดาวนพเคราะห์ ซึ่งประกอบไปด้วยดวงดาวทางโหราศาสตร์ทั้งเก้าดวง มีดาวอาทิตย์ ดาวจันทร์ ดาวอังคาร ดาวพุธ ดาวพฤหัส ดาวศุกร์ ดาวเสาร์ ดาวเกตุ ดาวราหู โคจรมาเสวยอายุ ทำให้เกิดโชคดี หรือเคราะห์ร้ายขึ้นในชีวิตช่วงนั้นๆ
สะเดาะ – ความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คือ ทำให้หลุดออกมาด้วยคาถาอาคมสะเดาะเคราะห์ ก็คือการ แก้ไขความทุกข์ ความเดือนร้อน อันเกิดจาก ดาวพระเคราะห์โคจรมาเสวยอายุ หรือ ดาวเคราะห์ดวงที่ไม่ให้คุณ หรือดาวบาปเคราะห์ โคจรมาทับลัคนา ทับเรือนใดๆทำให้เกิดความเดือดร้อน แล้วแก้ไขให้หลุดพ้นด้วยพระคาถาการสะเดาะเคราะห์ ที่ถูกต้องตามธรรมเนียมโบราณ จะต้องมีการท่องพระคาถากำกับไปด้วยเพื่อให้การสะเดาะเคราะห์เป็นไปอย่างบูรณาการและสมบูรณ์แบบ(แน่ะ..ใช้ศัพท์สมัยใหม่ซะด้วย)
สำหรับชาวบ้านโดยทั่วไป การปล่อยปลา ปล่อยนก ปล่อยปลาไหล ปล่อยเต่า นิยมไปทำตามวัดวาอาราม ถือว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์แบบหนึ่ง แถมยังมีความเชื่อว่า การปล่อยปลาจะทำให้มี ชีวิตมีความสุข พ้นจากความทุกข์ ปล่อยปลาไหล จะทำให้การทำมาหากินไหลลื่น การเงินคล่องตัว ปล่อยนกทำให้ชีวิตมีอิสระเสรี ไม่ทุกข์ร้อนในเรื่องใดๆ ปล่อยเต่า ทำให้ชีวิตมีความมั่นคง อายุยืนยาว...
ขณะเดียวกัน.. คนจำนวนไม่น้อยเช่นกัน กลับมองว่าการปล่อยนก ปล่อยปลา ฯลฯ ไม่สามารถแก้เคราะห์กรรมได้ ควรจะแก้ไขสิ่งที่ใกล้ตัว เช่นที่อยู่อาศัย มีการปรับฮวงจุ๊ยของบ้าน ร้านค้า ให้ถูกโฉลกกับตนเอง ปรับเปลี่ยน โต๊ะทำงาน ที่นอน (แฮ่ม..แต่ห้ามเปลี่ยนเมียนะครับ เพราะประเดี๋ยวแทนที่จะทำให้เคราะห์ดีขึ้น กลับกลายจะเคราะห์ร้ายยิ่งกว่าเดิม.. )
บางคนเปลี่ยโน่นเปลี่ยนนี่ จนไม่รู้จะเปลี่ยนอะไรอีกแล้ว มองไปมองมา
" เอ๊ะ.. ตี่จูเอี้ย ( ศาลเจ้าที่ตั้งอยู่บนพื้นตามบ้านของชาวจีนทั่วไป ) หรือ ศาลพระภูมิ ของเราก็เก่ามาหลายปีแล้วนะ หาบ้านใหม่มาเปลี่ยนให้ท่านดีกว่า"
สำหรับตี่จูเอี๊ย การเปลี่ยนบ้านให้ท่านไม่ยาก เชิญซินแสจีนมาทำพิธี ดูวัน เวลา อย่าได้ชงกับเจ้าของบ้านก็เป็นอันใช้ได้ ซื้อศาลเจ้าที่ตี่จูเอี้ยเปลี่ยนใหม่ได้เลย ทีนี้การเปลี่ยนหรือรื้อถอนศาลพระภูมิของไทย ไม่ใช่ง่ายๆ ต้องเชิญ พราหมณ์ หรือหมอพิธีทางศาลพระภูมิ มาถอนและตั้งใหม่ ก็มีพิธีการให้เหนื่อยพอควรล่ะครับ ต้องจัดพิธีเซ่นไหว้ คล้ายๆพิธีของพราหมณ์เมื่อเวลามีการบวงสรวง บอกกล่าว ต้องท่องพระคาถากำกับเวลาถอนศาลพระภูมิดังนี้..
“สมุหะเนยยะ สมุหะคติ สมุหคะโต สีมาคะตัง พัธทะเสมายัง สมุหะนิคัพโพ เอวัง เอหินะเคลื่อน โมคลอน พุธเลื่อน ธาเคลื่อน ยะหลุดลอย”
แล้วจึงทำพิธีถอนศาลพระภูมิขึ้นมา จากนั้นก็ทำพิธีตั้งศาลพระภูมิศาลใหม่ เซ่นไหว้ เชิญให้เจ้าที่เจ้าเข้าประทับในศาลพระภูมิหลังใหม่ เป็นอันเสร็จพิธี

สื่อ..ระหว่างขับรถ

เคยคิดบ้างไหมเวลา ขับรถบนถนน อยากจะขอบคุณคันหน้าที่ให้เราแซง หรืออยากจะต่อว่า คันหลังที่เปิดไฟสูงส่องกระจกมองหลังรถเรา
หรือบางครั้งที่ รถปาดหน้าเราไปอย่างเสียมารยาท
น่าจะมีคนคิด..ทำตัวหนังสือเป็นไฟวิ่งหน้ากระจกรถบริเวณด้านบนน้าที่บังแดดและ กระจกด้านหลังไว้..
เพื่อ..
"ขอบคุณ.." "ต่อว่า.." "แสดงความยินดี.." "ขอทาง..."หรือแม้กระทั่งการทักทาย..รถคันที่สวนมา
หรือกับรถที่ตามหลัง..โดยมีคำสั้นๆ ไว้ที่พวงมาลัยรถ เป็นปุ่มคีย์ คำต่างๆ ไว้กดปุ่ม นั้นๆ ตามเหตุการณ์ในขณะนั้นๆ
ความคิดนี้ ขอสงวนลิขสิทธิ์นะครับ
ขณะนี้กำลังเริ่มประดิษฐ์อยู่
========================

การแก้ความขัดแย้ง

คุณเคยพบปัญหานี้บ้างไหม...
ในองค์กรของคุณ มีปัญหาขัดแย้ง!ในที่ทำงาน ระหว่าง... คน สอง คน.. ไม่ถูกกัน ไม่พูดกันตามแบบไทยๆ ทั้งสองคนมักไม่พูดคุยกัน ไม่มองหน้ากันทั้งที่ทำงานอยู่ห้องเดียวกัน
ท่านจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร?
สำหรับผม..เชิญหญิงสาวทั้งสองคนมาพบผม ซึ่งผมเป็นผู้บังคับบัญชาของคนทั้งคู่แล้วพูดว่า..
" คุณทั้งคู่มีปัญหากัน และไม่ถูกกันใช่มั้ย ?"
ทั้งคู่พยักหน้า
"คุณทั้งสองไม่ชอบหน้ากันมากเลยรึ ? "
ทั้งคู่พยักหน้าอีก..
"ดีละ..ผมต้องการให้คุณทั้งคู่เอากระดาษมาคนละแผ่นแล้ว ต่างคน ต่างเขียนความดีของอีกฝ่ายหนึ่งช่วงที่ก่อนหน้าที่คุณทั้งสองจะไม่ถูกกัน โดยแบ่งเป็นข้อๆ ใคร..เขียนได้มากข้อกว่ากัน..คนนั้นชนะ ผมจะเพิ่มเงินเดือนให้.. สำหรับคนที่เขียนน้อยข้อกว่าถือว่าแพ้ ผมจะตัดเงินเดือนคนแพ้..เอาไปให้คนชนะ ! "
ทั้งสองคนมองหน้ากันไปมา คงอึดอัด
" เอาละ..เริ่มได้ ! "
ผมสั่งด้วยเสียงที่ดุดัน เฉียบขาด
ท่านที่รักครับ..ปรากฎการณ์ แห่งการแข่งขันเริ่มต้นอย่างจริงจัง เอาเป็นเอาตาย
ต่างเริ่มต้นเขียนถึงความดีของแต่ละฝ่ายอย่างเอาเป็นเอาตาย ต่อหน้าผมนันแหละ..จนกระทั่ง....
"เขียนเสร็จแล้วค่ะ "
อืมม..แต่ละคนก็เขียนถึงความดีของฝ่ายตรงข้ามอย่างมากมาย ผมมองดูแผ่นกระดาษทั้งสองแผ่นในมือ

" เอาละ แลกเปลี่ยนกันอ่านเดี๋ยวนี้เลยนะ.."
ผมสำทับจากนั้น ผมก็เดินออกจากห้อง ปล่อยให้ทั้งคู่ผลัดกันอ่านความดีของแต่ละฝ่ายที่ อีกฝ่ายเขียนถึงสักครู่ใหญ่ๆ
ผมเดินกับมาในห้องอีกครั้ง..เชื่อมั้ยครับท่านครับ.. เห็นทั้งคู่นั่งร้องไห้กอดกันกลม จากนั้นทั้งคู่ก็กลับมาคืนดีเหมือนเดิม
.............................

การนั่งสมาธิแบบง่ายๆ

ขอให้นั่งสมาธิแบบง่ายๆ ดังนี้..
โดยการปลง ทุกข์ สุมุททัย นิโรจ มรรคหลับตา สวดเป็นคาบๆดังนี้..
ทุ สะ นิ มะ
สะ นิ มะ ทุ
นิ มะ ทุ สะ
มะ ทุ สะ นิ
หรือ แบบง่าบๆ กว่าดังนี้..
1 2 3 4 5
2 3 4 5 1
3 4 5 1 2
4 5 1 2 3
5 1 2 3 4
โดย การจำตัวเลข เฉพาะ ท่อนแรก คือ 1 2 3 4 5 จากนั้น ก็หลับตา แล้วท่องแบบไล่ตัวเลขไปเรื่อยๆ
วนเป็นรอบๆ แถวที่ 2 2 3 4 5 1 แล้วไล่ไปเรื่อยๆ จนจบถ้าชำนาญ แล้ว อาจจะเปลี่ยนตัวเลขเป็นเลขโทรศัพท์ ก็ได้ลองดูซิครับ จะรู้สึกเลยว่า เราใข้สมาธิมากเหลือเกิน..เป็นการสร้างอำนาจจิต แบบหนึ่งครับทำได้ทุกที่ แม้นแต่เวลานั่งรถเมล์ จ๊ะ

ผู้สนับสนุน